- 1. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ( ลูกเสือ – เนตรนารี ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพรศิริกุล จำานวน 40 ชั่วโมง ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการเรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง 1. บอกโครงสร้างและการบริหาร งานของคณะลูกเสือแห่งชาติได้ 2. บอกกิจการขององค์การลูกเสือ โลกได้ 3. บอกความสัมพันธ์ระหว่างลูกเสือ นานาชาติได้ 4. อธิบายบทบาทของตนในฐานะที่ เป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ที่มีต่อ ชุมชนได้ 1. กิจการลูกเสือ - กิจการของคณะลูกเสือแห่งชาติ - กิจการของคณะลูกเสือโลก - บทบาทของตนในฐานะที่เป็น ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ 6 1. ปฏิบัติในการฝึกระเบียบแถวเป็น บุคคลท่ามือเปล่าได้ 2. ปฏิบัติตนในการฝึกระเบียบแถว เป็นรายบุคคลท่ามือเปล่า ท่าไม้ ง่ามได้ 3. ปฏิบัติการฝึกแถวเป็นหมู่และกอง ได้ 2. ระเบียบแถว - การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า - การฝึกบุคคลท่าไม้พลองหรือไม้ ง่าม - การฝึกเป็นหมู่คณะ - การฝึกสัญญาณมือ 6 1. อธิบายความหมายของคำา ปฏิญาณ กฎและคติพจน์ของลูก เสือได้ 2. นำาคำาปฏิญาณ กฎ และคติพจน์ ของลูกเสือไปใช้ในชีวิตประจำา วันได้ 3. ยอมรับและปฏิบัติตามกฎและ คติพจน์ของลูกเสือ - คำาปฏิญาณ กฎ และคติพจน์ของ ลูกเสือ 3 1. บอกส่วนประกอบที่สำาคัญของ เต็นท์ได้ 2. กางและรื้อเต็นท์ได้ถูกต้อง 3. บอกวิธีการเก็บระวังรักษาเต็นท์ ให้ใช้ได้ผลอย่างคุ้มค่า 4. กางและรื้อเต็นท์ที่พักแรมใน เวลากลางคืน - การกาง การรื้อเต็นท์ การเก็บ และระวังรักษาเต็นท์ 4 1. บรรจุเครื่องหลังได้อย่างถูกต้อง 5. สาธิตการบรรจุเครื่องหลังอย่าง ถูกต้องสำาหรับการเดินทางไกล - การบรรจุสิ่งของลงในเครื่องหลัง ให้เรียบร้อย 2 1. เลือกไม้ทำาฟืนและถ่านได้ 2. ก่อไฟกลางแจ้งได้ 3. บอกวิธีการก่อไฟกลางแจ้งได้ 4. เลือกวิธีการปรุงอาหารให้เหมาะ สมได้ 5. ปรุงอาหารรับประทานได้ 6. ก่อและจุดไฟกลางแจ้งเพื่อปรุง อาหารอย่างเพียงพอสำาหรับ 2 คน - การเลือกสถานที่จุดไฟ - การทำาเชื้อเพลิง - การจุดไม้ขีด - การก่อไฟ - การประกอบอาหาร 4 1. บอกความหมายของชนิดและ 7. แผนที่และเข็มทิศ 4
- 2. แผนที่ได้ 2. อ่านและใช้แผนที่ได้ 3. บอกความหมายและส่วนประกอบ ของเข็มทิศได้ 4. ใช้เข็มทิศได้ถูกต้อง 5. หาทิศโดยการสังเกตจากสิ่ง แวดล้อมได้ - ความหมายและชนิดของแผนที่ - การอ่านแผนที่ - ความหมายส่วนประกอบของ เข็มทิศ - วิธีใช้เข็มทิศ - การหาทิศ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการเรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง 1. ผูกเงื่อนที่จำาเป็นสำาหรับลูกเสือ สามัญรุ่นใหญ่ได้อย่างน้อย 5 เงื่อน 2. บอกประโยชน์ของเงื่อนต่างๆ ได้ 3. ผูกแน่นได้ 4. บอกประโยชน์ของการผูกแน่น ได้ 8. เงื่อน - การผูกเงื่อนระดับลูกเสือสามัญ รุ่นใหญ่ 9 เงื่อน - การผูกแน่น 4 1. บอกความหมายของการ ปฐมพยาบาลได้ 2. อธิบายหลักการปฏิบัติในการ ปฐมพยาบาลและประโยชน์ที่ได้ รับ 3. สาธิตวิธีการปฐมพยาบาล บาดแผลธรรมดาและบาดแผล ถลอก คนเป็นลม ผู้ที่ข้อต่อเกล็ด หรือแพลง ผู้ที่ถูกไฟไหม้หรือนำ้า ร้อนลวก และแผลที่เกิดจากสัตว์ มีพิษกัดต่อยได้ 4. ตระหนักและเห็นคุณค่าของการ ปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ 9. การปฐมพยาบาล - การรู้วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการ ปฐมพยาบาล 4 1. อธิบายความปลอดภัยในการ ปฏิบัติกิจกรรมบุกเบิกได้ 2. บอกข้อควรคำานึงในการปฏิบัติ กิจกรรมบุกเบิกได้ 3. ใช้อุปกรณ์ในงานบุกเบิกได้อย่าง ปลอดภัย 4. บอกข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับ กิจกรรมผจญภัยของลูกเสือใน เวลากลางคืนได้ 5. อธิบายสาเหตุที่ทำาให้เกิด อุบัติเหตุในขณะปฏิบัติกิจกรรม ผจญภัยได้ 6. เลือกปฏิบัติกิจกรรมทางนำ้า ทาง บกหรือทางอากาศได้อย่างถูก ต้องและปลอดภัย 7. อธิบายสิ่งที่สำาคัญสำาหรับการเดิน ทางไกลได้อย่างถูกต้อง 10. ความปลอดภัยเกี่ยวกับ กิจกรรมของลูกเสือสามัญรุ่น ใหญ่ - ความปลอดภัยในการปฏิบัติ กิจกรรมบุกเบิก การผจญภัย และการเดินทาง ไกล 3
- 3. 8. ปฏิบัติกิจกรรมเดินทางไกลได้ ด้วยความปลอดภัย รวม 40 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ( ลูกเสือ – เนตรนารี ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพรศิริกุล จำานวน 40 ชั่วโมง ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการ เรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง 1. บอกประวัติการลูกเสือไทยในยุคต่างๆ ได้ 2. ลำาดับเหตุการณ์ความเป็นมาของยุค ต่างๆ ของลูกเสือได้ 3. บอกวิธีการดำาเนินการของขบวนการลูก เสือได้ 4. เข้าใจความหมายของระบบหมู่ของลูก เสือ 5. นำาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำาวันได้ 6. เข้าใจถึงประโยชน์และความสำาคัญของ การเยี่ยมหน่วยงานและสถาบัน 7. เข้าใจวัตถุประสงค์ของการเยี่ยมหน่วย งานและสถานบัน 8. บอกลักษณะของหน่วยงานหรือสถาบัน ที่ควรไปเยี่ยมได้ 9. เข้าใจหลักการเตรียมตัวก่อนการเยี่ยม หน่วยงานหรือสถาบัน 10. รู้ประโยชน์ของการเยี่ยมหน่วยงาน หรือสถาบัน 11. ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมในการเยี่ยม หน่วยงานหรือสถาบัน 1. หน้าที่พลเมือง - ประวัติของลูกเสือไทย - วิธีดำาเนินการของ ขบวนการลูกเสือ - การเยี่ยมหน่วยงานหรือ สถาบัน 5 1. บอกความหมายและประเภทของสิ่ง แวดล้อมได้ 2. ตระหนักถึงความสำาคัญของสิ่งแวดล้อม 3. รู้และเข้าใจถึงหลักของการอนุรักษ์สิ่ง 2. สิ่งแวดล้อม - ความหมายและความ สำาคัญของสิ่งแวดล้อม - วิธีการอนุรักษ์สัตว์ละพืช 6
- 4. แวดล้อมทางธรรมชาติ 4. ตระหนักถึงความสำาคัญของสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อมนุษย์ 5. รู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของทรัพยากร นำ้า อากาศ และดิน 6. ตระหนักถึงความสำาคัญของสัตว์ป่าและ พืชในท้องถิ่น 7. แยกประเภทของสัตว์ป่าและพืชได้ 8. รู้วิธีปฏิบัติงานเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า และพืชได้อย่างเหมาะสม 9. ตระหนักถึงความสำาคัญของข้อปฏิบัติ ในการเดินทางไกลเพื่ออนุรักษ์ ธรรมชาติ 10. ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติในการเดินทาง ไกลอย่างถูกต้อง 11. รู้และเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิด มลภาวะ 12. แยกปัญหามลภาวะของดิน นำ้า อากาศ และเสียงได้รู้วิธีการป้องกันและ ควบคุมมลภาวะ 13. นำาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำาวัน 14. รู้และเข้าใจวิธีการจัดทำาโครงการ อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 15. ปฏิบัติกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของ โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม - การอนุรักษ์ธรรมชาติ 1. รู้และเข้าใจถึงความหมายและ ประโยชน์ของการเดินทางสำารวจ 2. มีทัศนคติที่ดีต่อการเดินทางสำารวจ 3. รู้และเข้าใจหลักในการจัดเตรียม อุปกรณ์และเครื่องใช้ในการเดินทาง สำารวจ 4. รู้หลักทั่วไปของการเดินทางสำารวจ ด้วยเท้า รถจักรยาน และเรือ 5. จัดทำารายงานหลังการเดินทางสำารวจ 3. การเดินทางสำารวจ - หลักในการเดินทาง สำารวจด้วยการเดินเท้า - การจัดอาหารและ อุปกรณ์เวชภัณฑ์ที่ จำาเป็น - การทำาแบบรายงาน สำารวจ 3 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการ เรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง 1. รู้และเข้าใจความหมายของศิลปะใน แขนงต่างๆ 2. แยกประเภทของศิลปะได้ 3. นำาเอาศิลปะไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำาวันได้ 4. รู้และเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะทางอักษร ศาสตร์และศิลปะการวิจารณ์ 5. เข้าใจหลักการเป็นนักอ่าน นักเขียน และนักวิจารณ์ที่ดี 4. การแสดงออกทางศิลปะ - ศิลปการแสดง - ทัศนศิลป์และวาดภาพ ปั้น ถ่ายภาพ การ ประดิษฐ์ แกะสลัก - การช่าง - ศิลปทางอักษรศาสตร์และ ศิลปการวิจารณ์ 3
- 5. 1. มีความรู้ ความเข้าใจถึงการมี สมรรถภาพทางกายที่ดี 2. รู้ประโยชน์ของการเสริมสร้าง สมรรถภาพทางกาย 3. ปฏิบัติตนให้มีสมรรถภาพทางกายที่ดี 4. ตระหนักถึงความสำาคัญของการทดสอบ สมรรถภาพทางกาย 5. สาธิตท่าทางการทดสอบสมรรถภาพ ทางกายได้ถูกต้อง 6. นำาความรู้เกี่ยวกับการทดสอบ สมรรถภาพทางกายไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำาวัน 7. มีความรู้ความเข้าใจถึงสาเหตุ ประเภท ของสิ่งเสพติดที่มีผลต่อสุขภาพ 8. มีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งเสพติด 9. ปฏิบัติตนเป็นผู้ห่างไกลจากสิ่งเสพติด 10. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภท ของกีฬาไทยและสากล 11. แยกประเภทของกีฬาได้ 12. มีทักษะในการเล่นกรีฑาและ แบดมินตันที่ดี 13. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกีฬา ฟุตบอล 14. มีทักษะที่ถูกต้องในการเล่นฟุตบอล 15. ปฏิบัติตนในการเล่นฟุตบอลอย่าง ปลอดภัย 16. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกีฬา เซปักตะกร้อ 17. มีทักษะในการเล่นเซปักตะกร้อที่ถูก ต้อง 18. ปฏิบัติตามกฎ กติกา และมารยาท ของเซปักตะกร้ออย่างเหมาะสม 5. สมรรถภาพทางกาย - มาตรฐานการทดสอบ สมรรถภาพทางกาย - ความหมายชนิดและโทษ ของสิ่งเสพติด - กีฬาไทยและกีฬาสากล 6 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎและคำา ปฏิญาณของลูกเสือ 2. ตระหนักถึงความสำาคัญของกฎและคำา ปฏิญาณของลูกเสือ 3. ปฏิบัติตามกฎและคำาปฏิญาณของลูก เสืออย่างเหมาะสม 4. มีความรู้ เข้าใจและตระหนักถึงความ สำาคัญเกี่ยวกับศิล 5 และศิล 8 5. ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของศิล 5 และศิล 8 6. รู้ เข้าความหมาย ตระหนักถึงความ สำาคัญและเห็นประโยชน์ของการอารา ธนาศิล อาราธนาธรรม อาราธนาพระ ปริต 7. อาราธนาศิล อาราธนาธรรมและ อาราธนาพระปริตรได้ 6. อุดมคติ - คำาปฏิญาณและกฎของ ลูกเสือ - ศิล 5 และศิล 8 - อาราธนาศิล อาราธนา ธรรม และอาราธนาพระ ปริตร - หลักสำาคัญในพระพุทธ ศาสนา 6
- 6. 8. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรม หมวดธรรมวิภาคและหมวดคิหิปฏิบัติ 9. ตระหนักถึงความสำาคัญของหลักธรรม หมวดธรรมวิภาคและหมวดคิหิปฏิบัติ 10. นำาหลักธรรมหมวดธรรมวิภา คหมวดคิหิปฏิบัติไปประยุกต์ในชีวิต ประจำาวันได้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการ เรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง 1. มีความเข้าใจหลักของความปลอดภัย ในกิจกรรมที่ใช้กำาลังกาย สติปัญญา และวิทยาการ 2. ตระหนักถึงความสำาคัญของหลักของ ความปลอดภัยในกิจกรรมที่ใช้กำาลัง กาย สติปัญญา และวิทยาการ 3. ปฏิบัติตนโดยยึดหลักของความ ปลอดภัยในกิจกรรมที่ใช้กำาลังกาย สติ ปัญญา และวิทยาการ 4. นำาความรู้เรื่องความปลอดภัยไป ประยุกต์ใช้ในการดำาเนินชีวิตได้ 7. กิจกรรมที่สนใจเป็นพิเศษ - กฎแห่งวามปลอดภัย - กิจกรรมที่ใช้กำาลังกาย - กิจกรรมที่ใช้สติปัญญา - กิจกรรมวิทยาการ 5 1. บอกความหมายของชุมชน การบริการ และการพัฒนาชุมชนได้ 2. มีความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชน การ บริการและการพัฒนาชุมชน 3. บอกประโยชน์ที่ได้รับจาการบริการ ชุมชน 4. จัดทำาโครงการเกี่ยวกับการพัฒนา ชุมชนได้ 5. ตระหนักถึงความสำาคัญของการมีส่วน ร่วมในการพัฒนาชุมชน 6. ร่วมกิจกรรมพัฒนาชุมชนกับชุมชน ทั่วไปได้ 7. รู้จักการบำาเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม 8. มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎของลูกเสือที่ เกี่ยวกับการให้บริการชุมชน 9. ตระหนักถึงความสำาคัญของกฎของลูก เสือที่เกี่ยวกับการให้บริการ ชุมชน 10. ปฏิบัติตามกฎของลูกเสือในการ บริการชุมชนได้ 11. เข้าใจวัตถุประสงค์ของการ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น 12. ตระหนักถึงความสำาคัญของการ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น 13. ปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างถูก ต้อง 14. ดัดแปลงอุปกรณ์ต่างๆ แทนเครื่อง 8. บริการ - ความหมายของชุมชน การบริการและการ พัฒนาชุมชน - กิจกรรมเกี่ยวกับการ พัฒนาชุมชน - การบริการชุมชนตามกฎ ของลูกเสือ - การปฐมพยาบาล 6
- 7. มือปฐมพยาบาลได้ 15. มีความเข้าใจหลักของการเคลื่อน ย้ายผู้ป่วยที่ถูกต้อง 16. รู้วิธีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิธีการ ต่างๆ 17. ทดสอบภาคปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ ป่วยได้ 18. มีความรู้และเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำาให้ เกิดเหตุฉุกเฉิน 19. รู้วิธีการเตรียมตัวสำาหรับเวลาเกิด เหตุฉุกเฉิน 20. ปฏิบัติตนในขณะเกิดเหตุฉุกเฉินได้ อย่างถูกต้อง 21. ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน ต่างๆ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้ รวม 40 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ( ลูกเสือ – เนตรนารี ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรศิริกุล จำานวน 40 ชั่วโมง ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการ เรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง 1. รู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกรรมการ กองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ 2. อธิบายโครงสร้างของการจัดองค์กรของ คณะกรรมการดำาเนินการกองลูกเสือ 3. ปฏิบัติกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงานของกอง ลูกเสือ 4. รู้และเข้าใจหลักของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยของไทย 5. เข้าใจบทบาทพระมหากษัตริย์กับการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย 6. ตระหนักถึงความสำาคัญของการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง 7. ปฏิบัติตนตามหลักการการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย 8.รู้และเข้าใจถึงความสำาคัญของบทบาท หน้าที่พรรคการเมือง 9. อธิบายระบบพรรคการเมืองไทย 10. เห็นความสำาคัญของการดำาเนินงานของ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย 11. ปฏิบัติตนตามหน้าที่พลเมืองที่ดีของ ประเทศ 1. บทบาทและหน้าที่ของ กรรมการกองลูกเสือ สามัญรุ่นใหญ่ - บทบาทและหน้าที่ของ กรรมการกองลูกเสือ สามัญรุ่นใหญ่ - การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย 3 1. มีความเข้าใจนโยบายของรัฐบาลไทย เกี่ยวกับต่างประเทศ 2. นโยบายของรัฐบาล ไทยเกี่ยวกับต่างประเทศ 3
- 8. 2. ตระหนักถึงความสำาคัญของความสัมพันธ์ อันดีกับนานาชาติ 3. บอกจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ ของชาติและนานาชาติร่วมกัน 4. รู้ประวัติความเป็นมาขององค์การ สหประชาชาติ 5. เข้าใจหลักการและวัตถุประสงค์ของ องค์การสหประชาชาติ 6. อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ขององค์การ สหประชาชาติ 7. มีความรู้ความเข้าใจกับองค์การชำานัญ พิเศษขององค์การสหประชาชาติ 8. บอกหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กร ต่างๆ 9. ชี้แจงถึงผลงานการปฏิบัติงานของ องค์การสหประชาชาติ - นโยบายของรัฐบาลไทย เกี่ยวกับต่างประเทศ - หลักการดำาเนินงานของ สหประชาชาติ 1. บอกความหมายของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้ 2. จำาแนกประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้ 3. รู้และเข้าใจปัญหาตลอดจนวิธีแก้ไข ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนได้ 4. เข้าใจบทบาทของตนเองที่ทีต่อการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น 5. จำาแนกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. อธิบายอำานาจและหน้าที่ของหน่วยงานที่ ดูแลเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ 7. ปฏิบัติตนเป็นผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างถูก ต้องเหมาะสม 8. รู้และเข้าใจความหมายของการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติชนิด 3.การอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และหน่วย งานที่เกี่ยวข้อง - ปัญหาสิ่งแวดล้อมใน ท้องถิ่นและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - การอนุรักษ์ดิน นำ้า พันธุ์ ไม้ หรือสัตว์และสถานที่ สำาคัญทางประวัติศาสตร์ 4 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการ เรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง ต่างๆ 9. บอกแนวทางในการอนุรักษ์และนำา ทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 10. บอกวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากร ดิน,นำ้า,สัตว์และพืช 11. ปฏิบัติตามหลักการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ 12. รู้และเข้าใจความหมายของโบราณ สถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ 13. ตระหนักถึงความสำาคัญของสิ่งสำาคัญ ทางประวัติศาสตร์ 14. บอกวิธีการอนุรักษ์สิ่งสำาคัญทาง ประวัติศาสตร์
- 9. 1. อธิบายหลักทั่วไปของการเดินทางสำารวจ วิธีต่างๆ 2. บอกประโยชน์ที่ได้รับจากการเดินทาง สำารวจ 3. สามารถจัดเตรียมสิ่งของในการเดินทาง สำารวจได้อย่างเหมาะสม 4. รู้และเข้าใจหลักการของความปลอดภัยใน การเดินทางสำารวจโดยทางเท้า รถจักรยาน และเรือ 5. ยกตัวอย่างการเดินทางสำารวจเพื่อความ ปลอดภัย 6. นำาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำาวัน ได้ 4. การเดินทางสำารวจ - การเดินทางสำารวจ 2 1. ตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของงาน ทางด้านศิลปะ 2. แยกประเภทของงานศิลปะได้ 3. บอกขั้นตอนของศิลปะการแสดงและการ อภิปราย 4. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทัศนศิลป์ การช่าง ศิลปะทางอักษรศาสตร์ และศิลปะ การวิจารณ์ 5. ตระหนักถึงความสำาคัญและประโยชน์ของ ทัศนศิลป์ การช่าง ศิลปะทางอักษรศาสตร์ และศิลปะการวิจารณ์ 6. นำาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำาวัน ได้ 5. การจัดแสดงงานศิลปะ ต่อที่สาธารณะ - การจัดแสดงงานศิลปะ ในที่สาธารณะ 2 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกีฬาประเภท บุคคล 2.ตระหนักถึงความสำาคัญของการเล่นกีฬา 3.มีทักษะในการปฏิบัติเกี่ยวกับกีฬาประเภท บุคคล 4. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกีฬาเซปัก ตะกร้อ 5. บอกประโยชน์ของการเล่นกีฬาเซปัก ตะกร้อ 6. ปฏิบัติตามกฎ กติกาของการเล่นเซปัก ตะกร้อ 7. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิ่งผลัด 8. บอกประโยชน์ที่ได้รับของการวิ่งผลัด 9. ปฏิบัติตามกฎ กติกาของการเล่น 10. นำาความรู้ที่ได้จากการวิ่งผลัดไป ประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ 6. กีฬาประเภทบุคคลและ ประเภททีม - กีฬาประเภทบุคคล -กีฬาประเภททีม 3 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรม ต่างๆ เช่น ศิล๕,อกุศลมูล๓ , อคติ ๔ , อิทธิ บาท ๔ , พรหมวิหาร ๔ , สัปปุริสธรรม ๗ , และสังคหวัตถุ ๔ 2. ตระหนักถึงความสำาคัญของหลักธรรม ศิล 7. หลักธรรมทางศาสนา กับการแก้ปัญหาสังคม - หลักธรรมทางศาสนากับ คำาปฏิญาณและกฎของลูก เสือ 4
- 10. ๕,อกุศลมูล๓ ,อคติ ๔ , อิทธิบาท ๔ , พรหม วิหาร ๔ , สัปปุริสธรรม ๗ , และสังคหวัตถุ ๔ -หลักธรรมของศาสนากับ การแก้ปัญหา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการ เรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง 3. นำาหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำา วัน 4. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎและคำา ปฏิญาณของลูกเสือ 5. ตระหนักถึงความสำาคัญของกฎและคำา ปฏิญาณของลูกเสือ 6. จำาแนกหลักธรรมที่สอดคล้องกับกฎและคำา ปฏิญาณของลูกเสือ 7. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมที่ ใช้แก้ปัญหาสังคมไทย 8. ตระหนักถึงความสำาคัญของหลักธรรมที่นำา มาใช้แก้ปัญหาสังคม 9. นำาหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำา วัน 10. ตระหนักถึงสภาพปัญหาของสังคมใน ปัจจุบัน 11. ระบุปัญหาประเภทต่างๆ ในสังคม 12. สามารถนำาหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ใน สังคมปัจจุบัน สังคม 1. บอกความหมาย จุดประสงค์ และองค์ ประกอบของการโต้วาที 2. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการโต้วาที 3. ตระหนักถึงความสำาคัญของการโต้วาที 4. อธิบายขั้นตอนของวิธีการจัดการแข่งขัน โต้วาที 5. สามารถจัดดำาเนินการแข่งขันโต้วาที 6. บอกประโยชน์ที่ได้รับจากการโต้วาที 7. มีความเข้าใจเกี่ยวกับการโต้วาที 8. ให้ข้อเสนอแนะในการโต้วาทีอย่างเหมาะ สม 9. สามารถนำาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำาวัน 8. การโต้วาที - การโต้วาที 3 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขบวนการลูก เสือ 2. บอกประวัติโดยย่อของลอร์ด เบเดน โพ เอลล์ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว 3. สรุปวิวัฒนาการของการลูกเสือโลกและลูก เสือไทย 4. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมกลาง แจ้ง กฎ และคำาปฏิญาณของลูกเสือ 5. บอกประโยชน์ของกิจกรรมกลางแจ้ง 6. ปฏิบัติกิจกรรมกลางแจ้งของลูกเสืออย่าง 9. ขบวนการลูกเสือ กิจกรรมกลางแจ้ง และ ระเบียบแถว - ขบวนการลูกเสือ - กิจกรรมกลางแจ้ง คำา ปฏิญาณและกฎของลูก เสือสามัญ - ระเบียบแถว 9
- 11. ถูกวิธี 7. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับท่ามือเปล่า และท่าอาวุธ 8. บอกประโยชน์ของการใช้ท่ามือเปล่าและ ท่าอาวุธ 9. สามารถปฏิบัติตามระเบียบแถวในท่ามือ เปล่าและท่าอาวุธ 10. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณมือ นกหวีด และการตั้งแถวรูปแบบต่างๆ 11. บอกประโยชน์ที่ได้รับจากเรื่องสัญญาณ มือ นกหวีด และการตั้งแถวรูปแบบต่างๆ 12. สาธิตการใช้สัญญาณมือ นกหวีด และ การตั้งแถวรูปแบบต่างๆ 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำาคัญ ของภาวการณ์เป็นผู้นำา 2. บอกลักษณะและคุณสมบัติของการเป็น ผู้นำาที่ดี 3. แยกประเภทของผู้นำาท้องถิ่นอย่างถูกต้อง เหมาะสม 4. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบ ที่ช่วยสร้างความเป็น 10. ภาวะผู้นำาและการฝึก อบรมวิชาการเป็นผู้นำา - ผู้นำาท้องถิ่น คุณสมบัติ ของผู้นำา และองค์ประกอบ ในการสร้างความเป็น- 7 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ชื่อหน่วย / สาระการ เรียนรู้ เวลา / ชั่วโมง ปึกแผ่น 2. ตระหนักถึงความเป็นปึกแผ่นของชุมชน และประเทศชาติ 3. ปฏิบัติตนเป็นผู้ช่วยสร้างความเป็นปึกแผ่น 4. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแบบฝึกและ ทดสอบการเป็นผู้นำาประเภทต่างๆ 5. ตระหนักถึงความสำาคัญของแบบฝึกหรือ แบบทดสอบประเภทต่างๆ 6. สามารถนำาแบบฝึกหรือแบบทดสอบไป ประยุกต์ใช้ได้ 7. ตระหนักถึงประโยชน์ของแบบฝึกและแบบ ประเมินผลการทดสอบของการฝึกการเป็น ผู้นำา 8. สามารถนำาแบบทดสอบและแบบประเมิน ผลการเป็นผู้นำาไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมลูก เสือ ปึกแผ่น - การอบรมวิชาการเป็น ผู้นำา รวม 40
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ความรู้วิชาลูกเสือ-เนตรนารี
ความรู้วิชาดนตรี-นาฏศิลป์
นาฎศิลป์ คือ การร่ายรำที่มนุษย์ได้ปรุงแต่งจากลีลาตามธรรมชาติให้สวยสดงดงาม โดยมีดนตรีเป็นองค์ประกอบในการร่ายรำ
นาฎศิลป์ของไทย แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดงเป็นประเภทใหญ่ ๆ 4 ประเภท คือ
1. โขน

เป็นการแสดงนาฎศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์ คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรียกว่า หัวโขน และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วยการเต้นไปตามบทพากย์ การเจรจาของผู้พากย์และตามทำนองเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เรื่องที่นิยมนำมาแสดง คือ พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ แต่งการเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ที่เป็นเครื่องต้น เรียกว่าการแต่งกายแบบ “ยื่นเครื่อง” มีจารีตขั้นตอนการแสดงที่เป็นแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะพิธีสำคัญได้แก่ งานพระราชพิธีต่าง ๆ
2. ละคร

เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่ารำ เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรียกว่า ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เรียกว่า การแต่งการแบบยืนเครื่อง นิยมเล่นในงานพิธีสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์
3. รำ และ ระบำ
เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำประกอบเพลงดนตรีและบทขับร้อง โดยไม่เล่นเป็นเรื่องราว ในที่นี้หมายถึงรำและระบำที่มีลักษณะเป็นการแสดงแบบมาตรฐาน ซึ่งมีความหมายที่จะอธิบายได้พอสังเขป ดังนี้
3.1 รำ

หมายถึง ศิลปะแห่งการรายรำที่มีผู้แสดง ตั้งแต่ 1-2 คน เช่น การรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ เป็นต้น มีลักษณะการแต่งการตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราวอาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้ากับทำนองเพลงดนตรี มีกระบวนท่ารำ โดยเฉพาะการรำคู่จะต่างกับระบำ เนื่องจากท่ารำจะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องต่อเนื่องกัน และเป็นบทเฉพาะสำหรับผู้แสดงนั้น ๆ เช่น รำเพลงช้าเพลงเร็ว รำแม่บท รำเมขลา –รามสูร เป็นต้น
3.2 ระบำ

หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้เล่นตังแต่ 2 คนขึ้นไป มีลักษณะการแต่งการคล้ายคลึงกัน กระบวนท่ารายรำคล้าคลึงกัน ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี ซึ่งระบำแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ การแต่งการนิยมแต่งกายยืนเครื่องพระนาง-หรือแต่งแบบนางในราชสำนัก เช่น ระบำสี่บท ระบำกฤดาภินิหาร ระบำฉิ่งเป็นต้น
4. การแสดงพื้นเมือง
เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำ ระบำ หรือการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นภูมิภาคได้ 4 ภาค ดังนี้
4.1 การแสดงพี้นเมืองภาคเหนือ

เป็นศิลปะการรำ และการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เป็นต้น ลักษณะของการฟ้อน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ แต่ยังคงมีการรักษาเอกลักษณ์ทางการแสดงไว้คือ มีลีลาท่ารำที่แช่มช้า อ่อนช้อยมีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงามประกอบกับการบรรเลงและขับร้องด้วยวงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นต้น โอกาสที่แสดงมักเล่นกันในงานประเพณีหรือต้นรับแขกบ้านแขกเมือง ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนครัวทาน ฟ้อนสาวไหมและฟ้อนเจิง
4.2 การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง

เป็นศิลปะการร่ายรำและการละเล่นของชนชาวพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและพื่อความบันเทิงสนุกสนาน เป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากการทำงาน หรือเมื่อเสร็จจากเทศการฤดูเก็บเก็บเกี่ยว เช่น การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว เต้นกำรำเคียว รำโทนหรือรำวง รำเถิดเทอง รำกลองยาว เป็นต้น มีการแต่งกายตามวัฒนธรรมของท้องถิ่น และใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น กลองยาว กลองโทน ฉิ่ง ฉาบ กรับ และโหม่ง
4.3 การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน

เป็นศิลปะการรำและการเล่นของชาวพื้นบ้านภาคอีสาน หรือ ภาคตะวนออกเฉียงเหนือของไทย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ ๆ คือ กลุ่มอีสานเหนือ มีวัฒนธรรมไทยลาวซึ่งมักเรียกการละเล่นว่า “เซิ้ง ฟ้อน และหมอลำ” เช่น เซิ้งบังไฟ เซิ้งสวิง ฟ้อนภูไท ลำกลอนเกี้ยว ลำเต้ย ซึ่งใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบ ได้แก่ แคน พิณ ซอ กลองยาว อีสาน ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และกรับ ภายหลังเพิ่มเติมโปงลางและโหวดเข้ามาด้วย ส่วนกลุ่มอีสานใต้ได้รับอิทธิพลไทยเขมร มีการละเล่นที่เรียกว่า เรือม หรือ เร็อม เช่น เรือมลูดอันเร หรือรำกระทบสาก รำกระเน็บติงต็อง หรือระบำตั๊กแตน ตำข้าว รำอาไย หรือรำตัด หรือเพลงอีแซวแบบภาคกลางวงดนตรี ที่ใช้บรรเลง คือ วงมโหรีอีสานใต้ มีเครื่องดนตรี คือ ซอด้วง ซอด้วง ซอครัวเอก กลองกันตรึม พิณ ระนาด เอกไม้ ปี่สไล กลองรำมะนาและเครื่องประกอบจังหวะ การแต่งกายประกอบการแสดงเป็นไปตามวัฒนธรรมของพื้นบ้าน ลักษณะท่ารำและท่วงทำนองดนตรีในการแสดงค่อนข้างกระชับ รวดเร็ว และสนุกสนาน
4.4 การแสดงพื้นเมืองภาคใต้

เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชาวพื้นบ้านภาคใต้อาจแบ่งตามกลุ่มวัฒนธรรมได้ 2 กลุ่มคือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ได้แก่ การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนา และวัฒนธรรมไทยมุสลิม ได้แก่ รองเง็ง ซำแปง มะโย่ง (การแสดงละคร) ลิเกฮูลู (คล้ายลิเกภาคกลาง) และซิละ มีเครื่องดนตรีประกอบที่สำคัญ เช่น กลองโนรา กลองโพน กลองปืด โทน ทับ กรับพวง โหม่ง ปี่กาหลอ ปี่ไหน รำมะนา ไวโอลิน อัคคอร์เดียน ภายหลังได้มีระบำที่ปรับปรุงจากกิจกรรมในวิถีชีวิต ศิลปาต่างๆ เข่น ระบำร่อนแต่ การีดยาง ปาเตต๊ะ เป็นต้น
ความรู้วิชาแนะแนว
หน้าที่และหลักการแนะแนว
ปรัชญาของการแนะแนว
1. บุคคลแต่ละคนย่อมมีความแตกต่าง
2. มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงยิ่ง
3. บุคคลย่อมมีศักดิ์ศรีและศักยภาพประจำตัว
4. บุคคลแต่ละคนย่อมต้องการความช่วยเหลือ
5. บุคคลจะมีความสุขเมื่อได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ในด้านต่าง ๆ
6. พฤติกรรมทุกอย่างย่อมมีสาเหตุ
หลักการสำคัญของการแนะแนว
การจัดกิจกรรมแนะแนวจะต้องจัดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การที่จะให้งานบริการแนะแนวบรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้น จำเป็นจะต้องคำนึงถึงหลักการแนะแนวที่มีการวางแผนการดำเนินงานให้เหมาะสม ดังนั้นอาจารย์แนะแนวจึงควรยึดถือหลักการสำคัญของการจัดกิจกรรมแนะแนว เพื่อเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. การแนะแนวเป็นบริการที่ต้องจัดให้กับบุคคลทุกคนไม่ใช่เฉพาะนักศึกษาที่มีปัญหาเท่านั้น
2.การแนะแนวตั้งอยู่บนรากฐานของการยอมรับในศักดิ์ศรีและคุณค่าของแต่ละคนและยอมรับในสิทธิส่วนตัวในการตัดสินใจที่จะเลือกทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
3. การแนะแนวเป็นกระบวนการเกี่ยวกับการศึกษาที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่องกันและเป็นไปตามลำดับขั้น
4. การแนะแนวจะต้องเกิดจากความร่วมมือไม่ใช่การบังคับ
5. การแนะแนวเน้นในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล
6. การแนะแนวเน้นในเรื่องของการเข้าใจตนเอง การตัดสินใจด้วยตนเอง และการปรับตัว ด้วยตนเอง
7. การแนะแนวเน้นในเรื่องการป้องกันปัญหามากกว่าการแก้ไขปัญหา
8. การแนะแนวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการศึกษา
9. การแนะแนวที่มีประสิทธิภาพจะต้องเกิดจากความร่วมมือ และความเต็มใจของบุคลากร ทุกฝ่ายในมหาวิทยาลัย และนักศึกษาผู้มารับบริการ
10.การแนะแนวจะต้องจัดบริการให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ (1) การแนะแนวการศึกษา (2) การแนะแนวอาชีพ (3) การแนะแนวส่วนตัวและสังคม
ประโยชน์ของการแนะแนว
1. ประโยชน์แก่ผู้ปกครองหรือบิดามารดา
1.1 ได้รับรู้และเข้าใจสถานภาพทางการเรียนของบุตรหลานของท่าน เมื่อท่านได้มีโอกาสปรึกษาหารือกับครูแนะแนว
1.2 ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสที่บุตรหลานของท่านจะได้เรียนต่อหรือออกไปประกอบอาชีพ
1.3 รับรู้และเข้าใจสภาพปัญหาของเด็กวัยรุ่นเพื่อจะได้ให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการปรับปรุงพฤติกรรมของบุตรหลานของท่านต่อไป
1.1 ได้รับรู้และเข้าใจสถานภาพทางการเรียนของบุตรหลานของท่าน เมื่อท่านได้มีโอกาสปรึกษาหารือกับครูแนะแนว
1.2 ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสที่บุตรหลานของท่านจะได้เรียนต่อหรือออกไปประกอบอาชีพ
1.3 รับรู้และเข้าใจสภาพปัญหาของเด็กวัยรุ่นเพื่อจะได้ให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการปรับปรุงพฤติกรรมของบุตรหลานของท่านต่อไป
2. ประโยชน์ต่อนักเรียน
2.1 ช่วยให้นักเรียนรู้จักตนเองดีขึ้นและสามารถปรับปรุงตนเองในด้านการเรียน สังคมอารมณ์และสติปัญญา
2.2 ช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างฉลาดและมีเหตุผล
2.3 ช่วยให้นักเรียนเข้าใจสาเหตุของปัญหาและวิธีแก้ปัญหาเพื่อสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมายและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
2.1 ช่วยให้นักเรียนรู้จักตนเองดีขึ้นและสามารถปรับปรุงตนเองในด้านการเรียน สังคมอารมณ์และสติปัญญา
2.2 ช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างฉลาดและมีเหตุผล
2.3 ช่วยให้นักเรียนเข้าใจสาเหตุของปัญหาและวิธีแก้ปัญหาเพื่อสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมายและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
3. ประโยชน์แก่ครู
3.1 ช่วยครูให้เข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของปัญหารวมทั้งหาวิธีแก้ปัญหานั้น
3.2 ช่วยครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน
3.3 ช่วยครูในการศึกษานักเรียนทำให้รู้จักนักเรียนดีขึ้น
3.1 ช่วยครูให้เข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของปัญหารวมทั้งหาวิธีแก้ปัญหานั้น
3.2 ช่วยครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน
3.3 ช่วยครูในการศึกษานักเรียนทำให้รู้จักนักเรียนดีขึ้น
4. ประโยชน์แก่โรงเรียน
4.1 ช่วยโรงเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน
4.2 ช่วยลดปัญหาต่าง ๆ เช่นปัญหานักเรียนเรียนไม่จบหลักสูตร หรือปัญหานักเรียนเรียนอ่อน หรือหนีเรียน เป็นต้น
4.1 ช่วยโรงเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน
4.2 ช่วยลดปัญหาต่าง ๆ เช่นปัญหานักเรียนเรียนไม่จบหลักสูตร หรือปัญหานักเรียนเรียนอ่อน หรือหนีเรียน เป็นต้น
ความรู้วิชาภาษาจีน
บันทึกหน่วยการเรียนรู้และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การสะกดพินอิน เวลา 5 ชั่วโมง รายวิชา ภาษาจีน1 รหัส จ 20201 ระดับชั้น ม.1 (วิชาเลือก) 2) ผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 2 ระบุสัทอักษรตามระบบพินอิน และประสมเสียงคาง่าย ๆตามหลักการออกเสียง ผลการเรียนรู้ 4 ตอบคาถามง่าย ๆ จากการฟัง ผลการเรียนรู้ 7 พูดโต้ตอบด้วยประโยคสั้น ๆ เพื่อสื่อสารระหว่างบุคคล ผลการเรียนรู้ 6 พูดเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัวและสิ่งใกล้ตัว 3) ความคิดรวบยอด พูดโต้ตอบสั้นๆ ด้วยถ้อยคาสุภาพ อ่านออกเสียงคา วลี ข้อความ และบทความได้ถูกต้องตามหลักการออกเสียง อีกทั้งเข้าใจความแตกต่างระหว่างภาษาจีนกับภาษาไทยในเรื่องคา วลี สานวน ประโยค ข้อความต่างๆ และนาไปใช้ใน สถานการณ์ต่างๆอย่างถูกต้องเหมาะสม 4) สาระการเรียนรู้ ความรู้(K) – พูดโต้ตอบ – อ่านออกเสียง – เข้าใจ ทักษะกระบวนการ(P) – ถ้อยคาสุภาพตามมารยาท – คา วลี ข้อความ และบทความ – ความแตกต่างระหว่างภาษาจีนกับภาษาไทย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) – รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ – ซื่อสัตย์สุจริต 5) สมรรถนะของผู้เรียน – ความสามารถในการจดจา – ความสามารถในการสนทนา 6) ชิ้นงาน/ภาระงาน – พูดสนทนาโต้ตอบ -บอกลักษณะร่างกายของตนเอง เพื่อน และครอบครัวตามบทเรียน
ความรู้วิชาสังคมศึกษา
ความสำเร็จของการเรียนสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ การที่ผู้เรียนเข้าใจ และนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ประจำวันได้ ให้เป็นชีวิตที่ดีงามและช่วยสร้างสรรค์สังคม ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนสังคมจึงเชื่อมโยงให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง อยู่อย่างมีความสุข โดยเรียนผ่านสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องหรือในโรงเรียน หรือวิเคราะห์จากตัวอย่างสถานการณ์ที่เป็นจริงในสังคม เพื่อให้เด็กฝึกคิดวิเคราะห์ รู้ทันการเปลี่ยนแปลง รู้จักตัวเอง สามารถจัดการชีวิตของตัวเอง และมีวิถีชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
การเรียนการสอนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเป็นการศึกษาที่พัฒนาทั้ง 3 ด้านของชีวิตของเรา นั่นคือ
- ด้านพฤติกรรม (ศีล) คือ
- พฤติกรรมในความสัมพันธ์กับโลกแห่งวัตถุ ได้แก่ การใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต มีประสิทธิ ภาพในการใช้งาน ให้ดูเป็น ฟังเป็น และการบริโภคปัจจัย 4 รวมถึงการใช้ประโยชน์จากวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเทคโน โลยีด้วยปัญญา มุ่งคุณค่าที่แท้จริง และส่งเสริมการพัฒนาชีวิต เรียกว่า กินเป็น บริโภคเป็น ใช้เป็น
- พฤติกรรมในการสัมพันธ์กับโลกแห่งชีวิต ได้แก่ การอยู่ร่วมสังคม โดยไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความเดือดร้อน มีความ สัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดำรงตนอยู่ในขอบเขตแห่งศีล 5 รักษากติกาสังคม กฎเกณฑ์ กฎหมาย ระเบียบแบบแผน จรรยาบรรณต่างๆ มีการให้ เผื่อแผ่ แบ่งปัน ช่วยเหลือ ให้ความสุขกับเพื่อนมนุษย์ ส่งเสริมการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม
- พฤติกรรมในด้านอาชีพ คือ ทำมาหาเลี้ยงชีพที่เป็นสัมมาชีพ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เป็นอาชีพที่เอื้อต่อการพัฒนาชีวิตของตน ไม่ทำให้เสื่อมจากคุณความดี
- ด้านจิตใจ (สมาธิ) แยกได้ดังนี้
- คุณภาพจิต ได้แก่ คุณธรรมความดีงามต่างๆ เช่น เมตตา กรุณา กตัญญูกตเวที หิริโอตตัปปะ ฯลฯ ซึ่งจะหล่อเลี้ยงจิตใจให้งอกงาม และเป็นพื้นฐานของพฤติกรรมที่ดีงาม
- สมรรถภาพจิต ได้แก่ ความสามารถ เข้มแข็ง มั่นคง มีฉันทะ (ความใฝ่รู้ ใฝ่ดี ใฝ่ทำ) มีความเพียร (วิริยะ) ขยัน (อุตสาหะ) อดทน (ขันติ) มีสติ ควบคุมได้ สงบ มีสมาธิ ไม่ประมาท ทำให้ก้าวหน้ามั่นคงในพฤติกรรมที่ดีงามและพร้อมที่จะใช้ปัญญา
- สุขภาพจิต ได้แก่ สภาพจิตที่ปราศจากความขุ่นมัว เศร้าหมอง เป็นจิตที่สดชื่น ร่าเริง เบิกบาน ผ่อนคลาย ผ่องใส เป็นสุข ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพกาย และทำให้พฤติกรรมที่ดีงาม มีความมั่นคง
- ด้านปัญญา (ปัญญา) มีการพัฒนาหลายด้าน หลายระดับ เช่น
- ความรู้ความเข้าใจในการฟัง เล่าเรียน และรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพ
- รับรู้ประสบการณ์และเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
- คิดพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ ใช้ปัญญา
- รู้จักมอง รู้จักคิด ที่จะให้เข้าถึงความจริง และได้คุณประโยชน์ มีโยนิโสมนสิการ ที่เรียกว่า มองเป็น คิดเป็น
- รู้จักคิดจัดการ ดำเนินการ ทำกิจให้สำเร็จ ฉลาดในวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย
- แสวงหา คัดเลือก นำความรู้ที่มีอยู่มาเชื่อมโยงสร้างเป็นความรู้ความคิดใหม่ๆ เพื่อใช้แก้ปัญหาและสร้างสรรค์
- รู้เท่าทันธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย รู้แจ้งความจริงของโลกและชีวิต ทำให้วางใจถูกต้องต่อทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถแก้ ปัญหาชีวิต ขจัดความทุกข์ในจิตใจของตนได้ หลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาอย่างแท้ จริง
ความรู้วิชาภาษาอังกฤษ
Hello. – การแนะนำตัวเอง
Where are you from? – คุณมาจากไหน
What do you do? คุณทำงานอะไร
Goodbye. ลาก่อน
Nice to see you again? ดีใจที่ได้เจอคุณอีกครั้ง
Where do you work? คุณทำงานที่ไหน
Where do you go to school? คุณเรียนอยู่ที่ไหน
What sport do you like? คุณชอบกีฬาอะไร
What animal do you like? สัตว์อะไรที่คุณชอบ
What kind of fruit do you like? ผลไม้ชนิดไหนที่คุณ
Can you speak French? คุณพูดภาษาฝรั่งเศสได้ไหม
Can you play football? คุณเล่นฟุตบอลเป็นไหม
Can you play the piano? คุณเล่นเปียโนเป็นไหม
Can you sing? คุณร้องเพลงเป็นไหม
Who is your favourite singer? นักร้องคนโปรดของคุณคือใคร
Who is your favourite star? ดาราคนโปรดของคุณคือใคร
What kind of music do you like? คุณชอบดนตรีแนวไหน
What kind of food do you like? คุณชอบอาหารชนิดไหน
What color do you like? คุณชอบสีอะไร
What movie do you like? คุณชอบภาพยนต์เรื่องไหน
What time do you get up? คุณตื่นนอนเวลากี่โมง
What time is it? มันคือเวลาเท่าไหร่
How tall are you? คุณสูงเท่าไหร่
How old are you? คุณอายุเท่าไหร่
When is your birthday? วันเกิดของคุณเมื่อไหร่
What are those? เหล่าโน้นคืออะไร
What are these? เหล่านี้คืออะไร
What’s that? นั่นคืออะไร
What’s this? นี่คืออะไร
Do you like Thailand? คุณชอบประเทศไทยไหม่
What’s your phone number? เบอร์โทรศัพท์ของคุณคืออะไร
What day is it today? วันนี้วันวันอะไร
What’s your nationality สัญชาติของคุณคืออะไร
How do you go to schoo? คุณไปโรงเรียนอย่างไร
What do you do after school? คุณทำอะไรหลังเลิกเรียน
What do you do in your free time? คุณทำอะไรในเวลาว่าง
How often do you play football? คุณเล่นฟุตบอลบ่อยแค่ไหน
What do you want to be when you grow up? โตขึ้นคุณอยากเป็นอะไร
Do you have any pets? คุณมีสัตว์เลี้ยงไหม
How many people are there in your family? ในครอบครัวของคุณมีกี่คน
How many brothers and sisters do you have? คุณมีพี่น้องกี่คน
Who do you live with? คุณอาศัยอยู่กับใคร
What is your sister’s name? พี่สาวของคุณชื่ออะไร
What is your brother’s name? พี่ชายของคุณชื่ออะไร
ความรู้วิชาคณิตศาสตร์
1. การคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนแก่ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น (Calculation in your head is a practical life skill) โจทย์ปัญหาการคิดคำนวณในชีวิตประจำวันหลายต่อหลายแบบนั้นสามารถหาคำตอบได้โดยการคิดในใจ เพราะในความเป็นจริงขณะที่เราพบปัญหา เราอาจจะต้องการทราบคำตอบเดี๋ยวนั้นเลย การคิดหาคำตอบต้องทำในหัว ไม่ใช้กระดาษ คินสอหรือเครื่องคิดเลขยกตัวอย่าง เช่น ขณะที่เรากำลังออกเดินทางจากสนามบินแห่งหนึ่ง departure board ระบุว่า Flight ที่เราจะออกเดินทางคือ 15.35 น. เรามองดูนาฬิกาว่าขณะนั้นเป็นเวลา 14.49 น. ถามว่ามีเวลาเหลือเท่าไร ? เรามีเวลาเหลือพอที่จะหาอะไรทานไหม ? ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องคิดคำนวณในใจเลยซึ่งถ้าเราฝึกทักษะคิดเลขในใจมาประจำก็จะช่วยให้เราแก้ปัญหาดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
2. การฝึกคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนเขียนแสดงวิธีทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น (Skill at mental math can make written computaion easier or quicker) เช่นในการหาคำตอบของ 1,000 x 945 นักเรียนบางคนอาจเขียนแสดงการหาคำตอบดังนี้

ในขณะที่นักเรียนซึ่งฝึกคิดเลขในใจมาเป็นประจำสามารถหาคำตอบได้ในหัวข้อแล้ว และลดขั้นตอนการเขียนแสดงวิธีทำเหลือแค่บรรทัดเดียวคือ 1,000 x 945 = 945,000 เช่นเดียวกับการหาคำตอบของโจทย์ข้อนี้

นักเรียนสามารถคิดในใจได้คำตอบ ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วโดยบวกจำนวนสองจำนวนที่ครบสิบก่อนแล้วจึงบวกกับจำนวนที่เหลือ (10 +10+ 10+ 2 = 32) ในขณะที่นักเรียนบางคนอาจใช้วิธีบวกทีละขั้นตอน ซึ่งกว่าจะได้คำตอบก็อาจใช้เวลามากกว่า

3. การคิดเลขในใจจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการประมาณ (Proficiency in mental math contributes to increased skill in estimation) ทักษะการประมาณเป็นเรื่องที่สำคัญในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในปัจจุบันเพราะการประมาณจะช่วยในการตรวจสอบคำตอบว่าน่าจะเป็นไปได้ไหม สามเหตุสมผลไหม (make any sence ) เช่น เป็นไปได้ไหมที่คำตอบของ 400×198 จะมากกว่า 80,000 (ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะว่า 400 x 200 = 80,000)
4. การคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีขึ้น คือ ค่าประจำหลัก การกระทำทางคณิตศาสตร์และสมบัติต่าง ๆ ของจำนวน (Mental calculator can lead to a better understanding of place value, mathematical operations, and basic number properties) ทั่งนี้เพราะหากนักเรียนสามารถหาคำตอบได้จากการคิดเลขในใจนั้นก็แสดงว่า นักเรียนต้องมีความเข้าใจในความคิดรวบยอดหลักการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจำนวนเป็นอย่างดีแล้วเช่นกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ความรู้วิชาคริสต์ศาสนา
พระบัญญัติ 10 ประการ ต้องนมัสการพระยะโฮวาพระเจ้าผู้เดียว— อพยพ 20:3 อย่าไหว้รูปเคารพ— อพยพ 20:4-6 อย่าเอาชื่อพระเจ...
-
ผมชอบเรียนกับครูต๋อยเพราะผมชอบเรียนคอมพิวเตอร์
-
ศึกษา วิเคราะห์พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัยในด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทยสมัยส...





